Tag Archives: เว็บไซต์

การออกแบบเนื้อหาของเว็บให้เป็นที่โดนใจผู้ชมนั้น จะต้องเริ่มจากการกลุ่มเป้าหมายซะก่อน ว่าเป็นใครกันบ้าง และตามมาด้วยสาระที่ต้องการนำเสนอ หากเป็นเว็บที่นำเสนอข้อมูลขององค์กร ก็คงจะต้องเอาสิ่งที่ต้องการนำเสนอมาหลักในการสร้างเนื้อหาสาระ เพราะเป็นการบอกสารอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าเป็นการนำเสนอเพื่อความบันเทิงก็คงต้องให้ความสำคัญที่กลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก เพราะสนุกแบบเด็กวัยรุ่น ก็อาจจะไม่เหมือนสนุกแบบผู้ใหญ่

หลายครั้งที่ผู้เขียนเองก็ชอบที่จะดูแบบจากเว็บที่ได้รับความนิยมสูงๆ เพราะเป็นเการเรียนรู้ความสำเร็จจากผู้อื่นๆ หากเรามานั่งคิดเองทำเอง ก็อาจจะออกมาในแบบที่เราดูเองคนเดียว ประสบการณ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ การรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าชมก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาปรับปรุง แม้จะมีผู้ติชมเพียงคนเดียวเราก็ต้องเอามาวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่

เว็บที่โดนใจผู้ชมส่วนใหญ่ จะเป็นเว็บที่มีการแบ่งเนื้อหาเป็นสัดส่วนชัดเจน มองแล้วเข้าใจง่าย มีทั้งรูปภาพ วิดีโอ และภาพกราิฟิก นำเสนอในรูปแบบต่างๆ และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญมาก คือการเขียนที่อ่านง่าย ใช้ภาษาที่สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นสื่อสารกับกลุ่มเด็กวัยรุ่น ก็ต้องใช้ภาษาที่เด็กชอบ (แต่ไม่ใช่ศัพท์สแลงแปลกๆ ทีทำให้เสียภาษาไทย) หรือถ้าจะสื่อสารกับคนมีอายุก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผู้ที่รักการเขียนสามารถฝึกฝนได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา ช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่ที่ความใส่ใจที่จะเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ยิ่งเขียนมาก ก็ยิ่งเก่งเร็ว แต่ถ้าต้องรีบมาก ก็อาจจะจ้างผู้มีประสบการณ์มาทำการเขียนแทนก็น่าจะดีกว่า

หลายคนเป็นพ่อค้าที่เก่งมาก พูดขายสินค้ามีคนเชื่อถือมากมาย แต่ถ้าจะต้องมาทำงานเขียนแล้วละ้ก้อ ไม่ไหวเลย ต้องยอมรับว่าทักษะแบบนี้ เป็นทักษะเฉพาะทางของแต่ละบุคคล แต่สามารถฝึกฝนได้ อย่างผู้เขียนเองอาจจะมีทักษะด้านการเขียน เพราะชอบวิชาเรียงความมาตั้งแต่เด็กๆ แต่สำหรับงานด้านการจัดรายการวิทยุ ต้องบอกว่ามาจากการฝึกฝนล้วนๆ เราสมัยเด็กเป็นคนพูดไม่เก่งเลย ถ้าได้ยืนหน้า้ห้องเมื่อไหร่ ขอตัวไปนอนห้องพยาบาลดีกว่า!!! แต่การฝึกฝนและความรู้จริงในสาระที่นำเสนอ ทำให้สามารถผ่านงานด้านวิทยุมาได้ถึง 10 ปี

สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเขียนมากนัก ก็คงจะต้องเริ่มจากการวางโครงสร้างของสิ่งที่จะเขียน โดยหลักการแล้วก็จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเกริ่นนำภาพรวมของสิ่งที่จะเขียน 2.เนื้องเรื่องทีอธิบายในรายละเอียด 3.สรุปในประเด็นหลักๆของเนื้อเรื่อง

สิ่งที่เราจะลืมไม่ได้ก็คือ ภาษาพูดกับภาษาเขียนนั้นแตกต่างกัน การนำเอาภาษาพูดมาเขียนในทางปฏิบัตินั้นทำได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของการสื่อความหมายให้ดี เพราะบางครั้งภาษาพูดอาจจะขาดความเป็นภาษาเขียนซึ่งมีสำนวนที่ไพเราะ และในทางกลับกันถ้าเราเอาภาษาเขียนไปพูด การพูดของเราก็จะน่าเบื่อไม่มีใครอยากฟัง การเขียนให้สนุกเหมือนพูด และการพูดให้สื่อความหมายลึกซึ้งเหมือนกับภาษาเขียน ไม่ใช่เรื่องง่ายน้อยคนนักที่จะมีความสามารถทำได้ดีทั้งสองอย่าง ดั้งนั้นการวางโครงสร้างการเขียนจึงสำคัญอย่างมาก หลักการนี้ผมใช้มาตั้งแต่ชั้นประถมในวิชาเรียงความ ซึ่งผมได้ใช้ประกอบวิชาชีพมาจนถึงทุกวันนี้

การเขียนเป็นศิลปและวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาและพฤติกรรมของผู้เขียนได้โดยตรง เว็บไซต์ที่มีการเขียนเนื้อหาสาระไม่ดี อ่านไม่เข้าใจ การใช้คำที่ผิดพลาด ไม่มีความถูกต้องในหลักภาษา ตลอดจนไม่มีความจูงใจให้น่าอ่าน ก็เท่ากับการทำลายเว็บไซต์ที่คุณสร้างขึ้นมาโดยปริยาย การที่จะเขียนให้ดีนั้นไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝึกฝนและรู้จริงในหลักการเขียน ผมเองไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการเขียน ไม่ได้จบอักษรศาสตร์ เป็นคนที่เรียนวิชาภาษาไทยได้เกรด C แต่ผมชอบวิชาเรียงความมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม เพราะเป็นหนทางการระบายความคิดและจินตนาการต่างๆ ที่อยู่ในหัวผมออกมา เราทุกคนแตกต่างจากสัตว์ตรงที่ เรามีจิตนาการซึ่งสัตว์ไม่มี ดังนั้นท่านจะเถียงผมไม่ได้ว่าท่านไม่มีจิตนาการ ปัญหาอยู่ที่เราไม่กล้าที่จะแสดงงานเขียนของเรา เราก็เลยไม่ได้เขียน บางคนก็อ้างว่าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ประเด็นนี้ก็ไม่จริง เพราะการสร้างเว็บไซต์เรามีโจทย์อยู่แล้วว่าเราจะต้องนำเสนออะไรต่อผู้อ่าน ประเด็นที่สำคัญอยู่ที่ว่าท่านไม่รู้ว่าจะเริ่มประโยคแรกอย่างไร เพราะถ้าเริ่มไม่ได้ ก็จบกัน ผมแก้ปัญหานี้จากการอ่านหนังสือทุกชนิด ข้อความงานเขียนทุกรูปแบบ ผมเองไม่ใช้หนอนหนังสือ ไม่ได้รักการอ่านเหมือหลายๆคน แต่ผมสนุกกับการอ่าน เพราะการอ่านทำให้ผมรู้อะไรต่างๆเยอะขึ้น และผมก็พบว่าการอ่านทำให้ผมเรียนรู้สำนวนและวิธีการเขียนจากนักเขียนท่านอื่นๆ ประโยคเริ่มต้นจะมีอยู่ไม่กี่ประโยค ซึ่งต้องยอมรับว่า ในตอนแรกๆ ผมเองก็ขอยืมนักเขีนอาชีพท่านอื่นๆมาใข้เหมือนกัน จนคล่องมือแล้วจึงพัฒนาต่อไปเป็นสำนวนของตนเอง การกระทำแบบนี้ไม่ได้น่าเกลียด ขอให้คิดซะว่านักเขียนที่เราลอกเลียนแบบนั้นเป็นครูของเรา

การเขียนที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่ดี หมายความว่าการเขียนจะต้องมีการจัดวางข้อมูลที่เชื่อมโยงอย่างมีระเบียบ ทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อสารคลาดเคลื่อนไป หรือที่แย่ที่สุดคือไม่เข้าใจเลย การเริ่มต้นที่จะพัฒนาการเขียนให้ดีขึ้น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน งานสังคม หรือเรื่องส่วนตัว ก็มีเคล็ดลับที่ผมขอแนะนำ ดังนี้

  1. อ่านหนังสือทุกรูปแบบ ไม่ต้องเป็นหนอนหนังสือ แต่ต้องรู้จักจดจำสำนวนต่างๆ และซึมซับอารมณ์จากการเขียน และเรียนรู้การสื่อความหมายของผู้เขียน
  2. หัดเขียนเรื่องราว โดยการกำหนดหัวเรื่อง และใช้จินตนาการเล่าเรื่องออกมา ระยะแรกไม่ต้องเน้นจำนวนบรรทัด แต่ต้องเขียนให้จบ ระยะที่สองเริ่มกำหนดจำนวนบรรทัด โดยใช้หลัก มาก->น้อย เช่น เริ่มจาการเขียน 1 หน้า A4 ให้ได้สัก 10 เรื่อง หลังจากนั้นเอา 10 เรื่องที่เขียนไปแล้ว มาลดจำนวนบรรทัดลงมาเหลือ ครึ่งหน้า A4 เขียนไปซัก 10 ครั้ง แต่ยังคงสาระให้ได้เหมือนเดิม
  3. วิธีการนำเสนอจะต้องมีโครงสร้าง ดังนี้ เกรินนำ -> รายละเอียด ->สรุป ยังไม่ต้องคำนึงถึงสำนวนปลีกย่อย เช่น สำนวนสร้างอารมณความรู้สึกต่างๆ แต่สิ่งทีต้องให้ความสำคัญคือ ประธาน กริยา กรรม และคำบุพบท (เช่น กับ แก่ แด่ ต่อ เป็นต้น) เอาไว้จะกล่าวต่อไปครับ

 

เอาละครับสรุปตรงสำหรับวันนี้ การเริ่มเขียนเป็นเรื่องที่ดี การอ่านมากจะช่วยงานเขียน การเขียนมากจะทำให้ชำนาญ คนที่ชอบเขียนบันทึกเรื่องราวประจำวัน (Diary) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เขียนได้เก่งขึ้น ขอให้หัดเขียนทุกว้นนะครับ